ใครที่มีบัตรเคตดิตอาจจะต้องระวังตัวกันให้มากขึ้นเพราะอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่กลายเป็นภัยใกล้ตัวของเรา นั่นคือการขโมยข้อมูลบัตรเครดิต วิธีการโจรกรรมนี้แนบเนียนจนเราไม่ทันรู้ตัว และสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลให้เจ้าของบัตรเครดิตได้
Contactless Crime คืออะไร ทำไมเราต้องรู้

ปกติแล้วบนบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตจะมีสัญลักษณ์คล้ายคลื่นสัญญาณ Wifi อยู่ หมายความว่าบัตรนั้นสามารถใช้ชำระค่าสินค้าแบบ Contactless ได้ เพียงแค่แตะบัตรที่เครื่อง เหมือนกับการแตะบัตรที่ทางเข้ารถไฟฟ้าใต้ดินง่ายๆ แบบนั้นเลย
คนที่จะขโมยข้อมูลบัตรเครดิตของเราก็สามารถฉวยโอกาสใช้เครื่องสแกนข้อมูลบัตรของเราได้ หากอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ เรา เช่น บนรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ที่มีคนแน่น ทำให้ต้องเบียดเสียดกัน

พอจะเห็นภาพแล้วใช่มั้ยครับว่า เราจะถูกขโมยข้อมูลไปได้ยังไง ลองมาดูหลักการของการชำระค่าสินค้าแบบ Contactless กันหน่อยดีกว่า แล้วจะเข้าใจมากขึ้นว่ามันมีช่องโหว่ยังไง
การจ่ายเงินหรือชำระค่าสินค้าแบบ Contactless ใช้เทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) ซึ่งมีระยะการส่งหรือรับข้อมูลช่วง 4-10 เซนติเมตร มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้สูงสุด 424 kbit/s สามารถจับคู่อุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วและใช้พลังงานต่ำ NFC เป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดมาจาก RFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งใช้คลื่นวิทยุในการสแกน
RFID ต่างจาก NFC ตรงที่ระยะทางการอ่านข้อมูลไกลกว่ามาก จึงมักใช้ติดที่วัตถุ เช่น สินค้า เพื่อบอกลักษณะเฉพาะของสินค้านั้นๆ ในขณะที่ NFC มีระยะการรับส่งข้อมูลที่สั้นกว่า จึงถูกใช้ในการอ่านข้อมูลบัตรเครดิต บัตรเข้าออกอาคาร หรือใช้ชำระค่าสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

เทคโนโลยี NFC ทำให้เราใช้ชีวิตสะดวกรวดเร็วขึ้นก็จริง โดยเฉพาะในการชำระเงิน
แต่ NFC ก็ยังมีช่องโหว่ที่ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนเพราะเน้นความรวดเร็วในการสื่อสาร
ทำให้ผู้ไม่หวังดีดักขโมยข้อมูลของเราไปได้ง่ายๆ
แล้วเราจะมีวิธีป้องกันการถูกขโมยข้อมูลได้อย่างไรบ้าง
ถ้าเป็นข้อมูลบัตรเครดิต เราอาจจะต้องเก็บในกระเป๋าสตางค์ที่ป้องกันการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุได้ เช่น กระเป๋าที่ทำจากวัสดุอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ หรืออะลูมิเนียมที่มีสัญลักษณ์ว่า RFID Blocking

นอกจากนี้ คนที่มีบัตรเคตดิตหรือบัตรเดบิต ควรตรวจสอบรายการใช้จ่ายบัตรอยู่เสมอ หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะได้รู้เท่าทันและทำการระงับการใช้บัตรในทันที
เทคโนโลยีก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน นอกจากประโยชน์แล้ว เราก็ควรรู้ไว้ด้วยว่ามีช่องโหว่อะไรบ้าง จะได้ใช้กันอย่างระมัดระวัง
ที่มา :
https://www.blockdit.com/posts/6189db3cbfeb170ca9bd7c15